กลับไปหน้าบทความความรู้คลินิก

ราคาโปรแกรมบริหารคลินิก จ่ายเท่าไหร่ถึงคุ้ม? วิธีคิดงบก่อนเลือกระบบ

ราคาโปรแกรมบริหารคลินิก จ่ายเท่าไหร่ถึงคุ้ม? วิธีคิดงบก่อนเลือกระบบ
5 กรกฎาคม 2569ClinixMate Teamอ่าน 21 นาที
แชร์:
ราคาโปรแกรมบริหารคลินิกโปรแกรมคลินิก ราคาเลือกโปรแกรมคลินิกโปรแกรมบริหารคลินิก

สรุปคำตอบ

ราคาโปรแกรมบริหารคลินิกในตลาดไทยมีตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับรูปแบบการคิดเงิน (รายเดือน รายปี หรือซื้อขาด) จำนวนผู้ใช้งาน จำนวนสาขา และฟีเจอร์ที่รวมอยู่ในแพ็กเกจ วิธีประเมินความคุ้มค่าที่ตรงที่สุดคือ อย่าดูแค่ตัวเลขค่าบริการ แต่ให้เทียบกับ “งานที่ระบบมาช่วยทำแทน” เช่น งานแอดมิน งานรวมรายงาน งานไล่เช็กสต็อก และอย่าลืมถามต้นทุนแฝง เช่น ค่าติดตั้ง ค่าย้ายข้อมูล และค่า user เพิ่ม ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

ราคาโปรแกรมบริหารคลินิก มีรูปแบบไหนบ้าง

ก่อนเทียบราคาโปรแกรมบริหารคลินิกแต่ละเจ้า ควรเข้าใจก่อนว่าผู้ให้บริการคิดเงินไม่เหมือนกัน รูปแบบที่พบบ่อยมี 4 แบบ:

1. Subscription รายเดือน

จ่ายเป็นรายเดือน เริ่มต้นง่าย เลิกใช้ได้เร็ว เหมาะกับคลินิกที่อยากทดลองก่อน แต่เมื่อคิดเป็นรายปีมักแพงกว่าแบบเหมาจ่ายรายปี และบางเจ้าล็อกสัญญาขั้นต่ำ 12 เดือนอยู่ดี

2. Subscription รายปี

จ่ายก้อนเดียวต่อปี ราคาต่อเดือนมักถูกกว่าแบบรายเดือน เหมาะกับคลินิกที่ตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ระบบจริงจัง ข้อควรระวังคือควรได้ทดลองดูระบบจริงหรือดูเดโมก่อนจ่าย

3. ซื้อขาด (License) + ค่าดูแลรายปี

จ่ายก้อนใหญ่ครั้งเดียว แล้วจ่ายค่า Maintenance รายปีเพิ่ม มักเป็นระบบติดตั้งในเครื่อง (On-Premise) ต้องมีคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์เอง และการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่มักช้ากว่าระบบคลาวด์

4. คิดตามจำนวนผู้ใช้หรือจำนวนสาขา

ราคาฐานดูถูก แต่พอเพิ่มพนักงานหรือเปิดสาขาใหม่ ค่าใช้จ่ายจะโตตาม จุดนี้ต้องคำนวณล่วงหน้าว่าอีก 1-2 ปีคลินิกจะมีผู้ใช้กี่คน

ต้นทุนแฝงที่ควรถามก่อนตัดสินใจ

ตัวเลขบนหน้าเว็บมักไม่ใช่ตัวเลขสุดท้าย คำถามที่ควรถามผู้ให้บริการทุกเจ้า:

  • ค่าติดตั้งและอบรม — รวมในแพ็กเกจหรือคิดเพิ่ม อบรมกี่ครั้ง ออนไลน์หรือถึงที่
  • ค่าย้ายข้อมูลเดิม — ถ้ามีข้อมูลลูกค้าใน Excel หรือระบบเก่า การนำเข้าคิดเงินไหม
  • ค่า user หรือสาขาที่เพิ่มขึ้น — เพิ่มพนักงาน 1 คน หรือเปิดสาขาใหม่ จ่ายเพิ่มเท่าไหร่
  • ค่าฟีเจอร์เสริม — ฟีเจอร์ไหนอยู่นอกแพ็กเกจหลักบ้าง เช่น การเชื่อมต่อ LINE OA หรือระบบแจ้งเตือนพิเศษ
  • เงื่อนไขการยกเลิกและการย้ายออก — ส่งออกข้อมูลได้เองไหม มีค่าธรรมเนียมการย้ายออกหรือไม่

ข้อสุดท้ายสำคัญมาก เพราะฐานข้อมูลลูกค้าคือทรัพย์สินของคลินิก หากระบบไม่ให้ส่งออกข้อมูล การย้ายระบบในอนาคตจะยากและมีต้นทุนสูง

วิธีคำนวณต้นทุนรวม 3 ปี (3-Year TCO)

การเทียบเฉพาะค่ารายเดือนหรือค่ารายปีอาจทำให้เห็นต้นทุนไม่ครบ วิธีที่เหมาะกว่าคือคำนวณ Total Cost of Ownership (TCO) ในช่วงเวลาเดียวกัน เช่น 3 ปี โดยรวมค่าใช้จ่ายตั้งแต่เริ่มระบบจนถึงการใช้งานต่อเนื่อง

TCO 3 ปี = ค่าระบบ + ค่าติดตั้งและอบรม + ค่าย้ายข้อมูล + ค่าผู้ใช้และสาขาเพิ่ม + ค่า Add-ons + VAT − ส่วนลด

คัดลอกตารางนี้ไปกรอกข้อมูลจากใบเสนอราคาของแต่ละผู้ให้บริการได้ ตัวเลขที่ยังไม่ทราบควรถามให้ชัดก่อนตัดสินใจ ไม่ควรใส่เป็นศูนย์โดยอัตโนมัติ

รายการต้นทุน ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 รวม 3 ปี
ค่าระบบรายเดือน/รายปี _____ _____ _____ _____
ค่าติดตั้งและอบรม _____ _____ _____ _____
ค่าย้ายและตรวจสอบข้อมูล _____ _____ _____ _____
ค่าเพิ่มผู้ใช้ _____ _____ _____ _____
ค่าเพิ่มสาขา _____ _____ _____ _____
ค่า Add-ons / Integration _____ _____ _____ _____
VAT และค่าธรรมเนียมอื่น _____ _____ _____ _____
หักส่วนลด (_____) (_____) (_____) (_____)
ต้นทุนรวม _____ _____ _____ _____

ตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายวิธีคำนวณ

สมมติระบบหนึ่งมีค่าบริการ 30,000 บาทต่อปี ค่าติดตั้งและย้ายข้อมูลครั้งแรก 10,000 บาท และไม่มีค่าเพิ่มผู้ใช้หรือสาขา ต้นทุนก่อน VAT ใน 3 ปีจะเท่ากับ 30,000 × 3 + 10,000 = 100,000 บาท ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างวิธีคำนวณ ไม่ใช่ราคาเสนอขายหรือราคาของผู้ให้บริการรายใด

เมื่อได้ TCO แล้ว ให้เปรียบเทียบเงื่อนไขที่ได้รับควบคู่กัน เช่น จำนวนผู้ใช้และสาขา การส่งออกข้อมูล การอบรม ระยะเวลาซัพพอร์ต และฟีเจอร์ที่อยู่ในแพ็กเกจ เพราะระบบที่ราคาเริ่มต้นต่ำกว่าอาจมีต้นทุนเพิ่มเมื่อคลินิกเติบโต

วิธีคิดความคุ้มค่า: เทียบกับงานที่ระบบมาช่วยทำ

แทนที่จะถามว่า “แพงไหม” ให้ถามว่า “ระบบมาแทนงานอะไรบ้าง” ตัวอย่างการเทียบที่เจ้าของคลินิกใช้ได้จริง:

  1. เทียบกับการจ้างคนเพิ่ม — งานสรุปยอดรายวัน รวมรายงาน ไล่เช็กคอร์สคงเหลือ ถ้าต้องจ้างแอดมินเพิ่ม 1 คน ค่าจ้างราว 15,000-20,000 บาท/เดือน หรือราว 2 แสนบาท/ปี (ตัวเลขโดยประมาณ ยังไม่รวมสวัสดิการ)
  2. เทียบกับการต่อหลายระบบแยกกัน — ระบบจองคิว + POS + CRM + โปรแกรมสต็อก แยกกันจ่ายรายเดือนหลายเจ้า รวมกันมักเกินแสนบาทต่อปี และข้อมูลไม่เชื่อมกัน ต้องคีย์ซ้ำ
  3. เทียบกับความเสียหายที่ป้องกันได้ — ยาหมดอายุคาตู้ สต็อกหาย บิลถูกแก้โดยไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้มีมูลค่าจริงแม้ไม่เห็นในบัญชี

ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับบริบทและการใช้งานจริงของแต่ละคลินิก ระบบเป็นเครื่องมือช่วยทีมทำงาน ไม่ใช่สิ่งที่รับประกันผลทางธุรกิจได้ด้วยตัวเอง

หากกำลังเปรียบเทียบหลายเจ้า ลองอ่าน วิธีเปรียบเทียบโปรแกรมบริหารคลินิกปี 2026 ประกอบ เพื่อดูปัจจัยอื่นนอกจากราคา เช่น ระบบหลายสาขาและทีมซัพพอร์ต

หลังคัดเลือกระบบจากราคาและเงื่อนไขแล้ว ควรนำ workflow จริงของคลินิกไปทดลองตาม Checklist ทดลอง Demo โปรแกรมคลินิกก่อนตัดสินใจ เพื่อดูว่าทีมทำงานได้ต่อเนื่องจริง ไม่ใช่พิจารณาจากรายการฟีเจอร์เพียงอย่างเดียว

คลินิกขนาดไหน ควรตั้งงบเท่าไหร่

แนวทางตั้งงบแบบคร่าว ๆ ตามขนาดคลินิก:

  • คลินิกเปิดใหม่ 1 สาขา — เลือกระบบที่ครอบคลุมงานหลักครบ (นัดหมาย เวชระเบียน การขาย สต็อก) ในราคาเดียว ไม่ต้องจ่ายแยกหลายโมดูล งบหลักหมื่นต้น ๆ ถึงกลาง ๆ ต่อปีถือว่าสมเหตุสมผล
  • คลินิก 1-3 สาขาที่มีทีมงานหลายคน — ให้น้ำหนักกับระบบสิทธิ์การเข้าถึงตามตำแหน่ง รายงานแยกสาขา และการโอนสต็อกข้ามสาขา เพราะเป็นจุดที่งานเริ่มหลุดเมื่อทีมโตขึ้น
  • คลินิกที่วางแผนขยาย — ถามให้ชัดว่าค่าใช้จ่ายต่อสาขาที่เพิ่มคือเท่าไหร่ อย่าดูแค่ราคาปีแรก

ClinixMate ช่วยคุณได้อย่างไร

ClinixMate ใช้แนวทาง แพ็กเกจเดียว จ่ายรายปี 29,900 บาท (เฉลี่ยราววันละ 82 บาท) โดยรวมระบบหลักของการบริหารคลินิกไว้ในราคาเดียว ได้แก่ เวชระเบียนดิจิทัล (Digital OPD), นัดหมายและปฏิทินคิวแพทย์, การขาย/มัดจำ/บัตรกำนัล, สต็อกระดับ LOT พร้อมแจ้งเตือนวันหมดอายุ, CRM ติดตามคอร์สคงเหลือ และชุดรายงานสำหรับเจ้าของคลินิก ดูรายละเอียดแพ็กเกจได้ที่หน้าราคาโปรแกรมบริหารคลินิก

ภาพสาธิตแดชบอร์ด ClinixMate บนแล็ปท็อปและแท็บเล็ต ครอบคลุมนัดหมาย CRM คอร์สคงเหลือ สต็อก และรายงานผู้บริหารสำหรับคลินิกความงาม

เรื่องที่เราเขียนไว้ตรงไปตรงมาบนหน้าเว็บ:

  • ข้อมูลลูกค้าเป็นของคลินิก ส่งออกเป็นไฟล์ Excel ได้ด้วยตัวเอง ไม่มีค่าธรรมเนียมการย้ายออก
  • การย้ายข้อมูลเดิมที่ซับซ้อนหรือปริมาณมากอาจมีค่าบริการเพิ่ม โดยแจ้งให้ทราบก่อนเสมอ
  • ฟีเจอร์เสริมบางส่วน เช่น LINE Hub และ Telegram Owner Bot เป็นแพ็กเสริมที่เปิดเพิ่มได้ ไม่ได้รวมในราคาหลัก

หากต้องการเห็นภาพรวมระบบก่อนดูราคา อ่านต่อได้ที่โปรแกรมบริหารคลินิกความงาม

บทสรุป

ราคาโปรแกรมบริหารคลินิกที่ “คุ้ม” ไม่ใช่ราคาที่ถูกที่สุด แต่คือราคาที่ชัดเจน ไม่มีต้นทุนแฝงเซอร์ไพรส์ และครอบคลุมงานหลักที่คลินิกใช้จริงทุกวัน ก่อนตัดสินใจให้ถามเรื่องค่าติดตั้ง ค่าย้ายข้อมูล ค่า user เพิ่ม และเงื่อนไขการย้ายออกให้ครบ

อยากประเมินว่า ClinixMate เหมาะกับคลินิกของคุณไหม ปรึกษาทีมงานฟรี — ดูระบบจริง ถามได้ทุกคำถาม ไม่มีการกดดันให้ซื้อ

ชอบบทความนี้? แชร์ให้เพื่อนรู้

บทความที่เกี่ยวข้อง

โปรแกรมบริหารคลินิกฟรี vs แบบเสียเงิน ต่างกันอย่างไรและเหมาะกับใคร?ความรู้คลินิก
อ่าน 27 นาที

โปรแกรมบริหารคลินิกฟรี vs แบบเสียเงิน ต่างกันอย่างไรและเหมาะกับใคร?

โปรแกรมบริหารคลินิกฟรีต่างจากแบบเสียเงินอย่างไร เปรียบเทียบ Excel, Open-source และ Free plan พร้อมต้นทุนแฝงและ Checklist ก่อนเลือกใช้ระบบ

ย้ายข้อมูลคลินิกจาก Excel ไปสู่ระบบใหม่อย่างไร? ข้อมูลที่ควรเตรียมและสิ่งที่ต้องตรวจสอบความรู้คลินิก
อ่าน 22 นาที

ย้ายข้อมูลคลินิกจาก Excel ไปสู่ระบบใหม่อย่างไร? ข้อมูลที่ควรเตรียมและสิ่งที่ต้องตรวจสอบ

คู่มือย้ายข้อมูลคลินิกจาก Excel อย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่ข้อมูลลูกค้าพื้นฐาน การตรวจข้อมูลซ้ำ ไปจนถึงคอร์ส สต็อก และการประเมินไฟล์ก่อนเริ่มใช้ระบบ

ทดลองโปรแกรมคลินิกอย่างไร? 10 งานที่ควรทดสอบก่อนตัดสินใจซื้อความรู้คลินิก
อ่าน 20 นาที

ทดลองโปรแกรมคลินิกอย่างไร? 10 งานที่ควรทดสอบก่อนตัดสินใจซื้อ

เช็กลิสต์ทดลองโปรแกรมคลินิกแบบลงมือทำจริง 10 งาน ตั้งแต่ลงทะเบียนลูกค้า นัดหมาย เวชระเบียน คอร์ส สต็อก สิทธิ์ และรายงาน เพื่อช่วยทีมเลือกระบบที่เหมาะกับ workflow ของคลินิก

"เราไม่เพียงแค่เก็บข้อมูล…
แต่เราทำให้ข้อมูลของคุณทำงานเพื่อคุณ"
นัดดู Demo ระบบจริง